[♯] ความอัดอั้น
posted on 05 Aug 2007 22:38 by denzicrew in MyDiary==Denzicrew== My Diary@ ความอัดอั้น
อ๊า หยุดแล้ว หยุด กีฬามหาวิทยาลัยโลกแล้ว แต่ ... ยังสอบไม่เสร็จ เหลือ ญี่ปุ่นอีก 1วิชา
เหนื่อยจริงๆ .. วันนี้วันอะไรเนี่ย วันอาทิตย์หรอ อืม เมื่อวันศุกร์ ไป ขอป้ายจากรุ่นพี่คืน
ทุกอย่างจบด้วยดีเว้นเรา เหนื่อยปวดเมื่อยไม่ไหวอะนี่เลยมา2วันแล้ว
ยังไม่หายปวดไหล่เลย เมื่อไหล่จะจบกันไปซักทีนะ ไอ้ปวดๆเจ็บๆเนี่ย
วันที่ไปขอ ป้ายคืนหลังจากโดนพี่ปี 2 ยึด ก่อนหน้านั้นเราก็เตรียมตัวกันอย่างดี
วันไป หมดค่ารถตู้ออกจาก ม.ไป ฟิวส์ 30 บาท แท๊กซี่ จาก ฟิวส์ไป จตุจักร 30 บาท
ค่ารถ ไฟฟ้า 31 บาท และ ค่าข้าว 30 บาท แล้วก็ต้องกินภายในเวลาแค่ 2 นาทีด้วยซ้ำ
พูดตามตรง อยากไปหาพี่ก็อยาก แต่ เสียดายเงิน เฮ้อ ....... คนมันไม่มีเงินนิ บ้านจน
เข้าถึงความอัดอั้น ที่ส่งไปไม่ค่อยถึง หรือยังไงเนี่ย เล่าให้ใหม่ฟังก็หมดประโยชน์
ถ้าใหม่เอาไปพูดในที่ประชุม ปี 2 ก็จะหาว่าเข้าข้างน้องสาวอีก
เลยน่าเบื่อตะหงุดตะหงิด แต่ช่างมันเหอะ ชั้นก็จะเขียนลงในนี้ละนะ
ข้อที่ 1 . เหยียบซ้ำ
งานที่ได้รับมอบหมายใน ปี 1 ครั้งแรกคือ จัดพาน รวมกับเอกอื่น
ยอมรับว่าทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่เข้าร่วมประชุมมาตลอดและก็คิด
แต่พอวันจริง วันที่เค้าทำกันเหนื่อยเหลือเกิน เลยขอขึ้นไปนอนก่อน
หลีงจากพิธีไหว้ครูเสร็จผ่านไป โดนพี่ปี 2 ว่า พี่ประธาน ว่าทำไมไม่อยู่เป็นเพื่อนเก้ง
เก้งต้องอยู่คนเดียว ยอมรับแต่โดยดีว่า ง่วง คำตอบที่งี่เง่าสุดๆ แต่ ยอมรับผิดแล้ว
รู้สึกผิดสุดๆ แต่วันที่โดนยึดรุ่น พี่ประธาน ดันเอาเรื่องเดิมมาพูด และที่สำคัญ
ยกมาแทบทั้งประโยคที่คุยกันวันนั้น เพื่อ เพื่ออะไร ทั้งๆที่เค้ารู้คำตอบอยู่แล้ว
เพื่อให้ชั้นรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ เพื่อให้จมลึกลงไปอีกใช่มั้ย
ตอนนั้น ยังไงดีล่ะ ความรู้สึกประมาณว่า กำลังตกลงไปในบ่อ ลึกๆ
แล้วกำลังร้องขอความเมตตาความเห็นใจจากพี่เค้า พี่คะ ดึงเชือกขึ้นไปหน่อย
แต่ที่ได้กลับมา กลายเป็นว่า พี่เค้าตัดเชือกนั้นทิ้งลงไปซะนี่ จะให้ฉันทำยังไง---
ข้อที่ 2 . ห้ามป่วย
วันที่ไปขอ ป้ายจากพี่คืนนั่นแหละ รู้สึกว่าตัวเอง หงุดหงิดสุดๆ หมดเงินไปตั้งเท่าไร
กินข้าวร้อนๆ ไปไม่ถึง 3 นาที น่าสงสารตัวเอง อืมยังไงดีล่ะ ถ้าพูดถึงเรื่องเงิน
พี่ก็มาหาเราที่ องครักษ์บ่อยๆ แต่ ถ้าเทียบกับ ความจนของชั้นแล้ว ชั้นแย่ว่ะ
เข้าโหมดพี่ใจดีเริ่มสนุกกันแล้ว พี่เค้าพูดถึงวัน มอบรุ่นหรือวันเฉลยเทคนี่แหละ
เค้าบอกว่า ห้ามป่วย ห้ามอ้างนู่นอ้างนี่ ให้ไปออกกำลังกายเลย
คือว่า ชั้นทนไม่ได้ เลยยกมือถามว่าป่วย ห้ามได้หรอ เกิด มา 19 ปี ปวด มา ตั้งกี่ปี
ทำยังไงก็ไม่หาย คือไม่เข้าใจอะ คือพี่คะพูดประชดก็ไม่น่าจะถึงขนาดนี้
แบบ วันนั้นห้ามอ้างนู่นอ้างนี่ มันเหมือนกับว่า หาว่าน้อง ตอแหลน่ะสิ ไม่เข้าใจอะ
บอกจริงๆ ไม่มีวันไหนเลยที่เราไม่เคยปวดไหล่ ไม่มีอาทิตย์ไหนที่จะไม่ปวดท้อง
ปวดไหล่มาตั้งแต่ประถมจำความได้ ให้รักษายังไงคะ ปวดจนมันคืออาการปกติ
วันไหนไม่ปวดนี่สิแปลก ปวดท้อง เวลาวิ่ง เวลาเดิน ก็จะปวดเอว พยามยามแล้ว
ไม่ใช่ไม่ออกกำลังกาย เคยเป็นนักวิ่ง ก็ไม่หาย เคยวิ่งระยะ 4 รอบสนามฟุตบอล
ทั้งๆที่กำลังปวดท้องอยู่ พยายามแล้ว พยายามจนเลิกดีกว่า ตอนเด็ก
จำได้เลยว่า นอนปวดท้องแล้วพ่ออุ้มไปโรงพยาบาล นั่นล่ะน๊า คือ บอกอาการปวด
ให้พี่รับรู้ไปแล้ว แต่กลับรู้สึกว่า ไม่มีใครเข้าใจถึงอาการพวกนี้เลย
(เล่าไปก็ปวดท้องไปแฮะ) ตอนที่กำลังนั่งพักหลังจากวิ่งมา พี่มาบอกว่าอยากให้เข้าไปร่วม
พิธีคืนป้าย ก็นะ จะบอกว่าไม่ไหวยังไงก็ต้องไป ก็เลยไปกอดคอกับเค้าด้วย
ซักพักก็มีพี่บอกว่า ใครไม่ไหวให้ออกมาไม่อยากรับผิดชอบ เอ่อ งง
ตกลงฉันสามรถออกไปได้มั้ย เพราะ พี่ว๊ากที่ไปตามมาต้องการให้อยู่
แต่พี่ว๊ากอีกคน บอกอีกแบบ ก็เลยกอดคอเพื่อนบ่นพึมพัมๆ อยู่นั่นแหละ
ขอโทษด้วยน๊า พี่มูมู่ ที่พูดไม่ดีออกไป แล้วก็ต้อง สก๊อตจัมพ์ ไม่เป็นไรหรอก
ไม่ได้ล้มไม่ได้อะไรทั้งนั้น แต่ มันหหงุดหงิดอ๊า เอาเหอะ
วันนี้พอมานั่งวิเคาะห์ดูถึง การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของตัวเอง
เลยรู้สึกสะกิดใจอะไรบางอย่าง หงุดหงิด ง่ายเกินไป และ ก็ มักโมโหจนตัวสั่น
มันก็เป็นนิสัยสมัยก่อนแหละ เป็นคนที่โมโหแรงมากแล้ว ก็ เอ่อ ....
ประมาณว่า เคยเอามีดไล่ฟันน้าของตัวเองอะ
ถ้าเป็นสมัยก่อน เวลาโมโห โกรธ หงุดหงิด ก็จะมีสิ่งปลอบใจ
นี่คืดสิ่งที่หลายคนจะรับรู้ครั้งแรกคือ เม ดูด นิ้วหัวแม่โป้งตัวเอง (สมัยก่อน)
สำหรับเราแล้ว มันคือเครื่องระงับอารมณ์ชิ้นดีที่สุด ไม่ว่า จะถึงขีดขนาดไหน
พอยัดนิ้วเข้าปากปุ๊บ หาย (หายจริงๆนะ )แต่ปัจจุบันนี้ ได้เลิกไปแล้ว ตั้งแต่ตอน ม.ต้น
แล้วอะไรล่ะที่เป็นเครื่องระงับอารมณ์ ก็ อะไรล่ะ ไม่มีหรอก แต่ระยะเวลา ม.ปลาย
ไม่ได้ออกไปพบปะใครเลย เรื่องที่ รุนแรงสุดขีดมักไม่มี แต่ปัจจุบัน ต้องอยู่กับคนมากมาย
ต้อง เจอคนอื่นมาว๊ากๆใส่ แล้วบางเรื่องดันไม่ตรงกับที่เราคิด
มันเลย มักหงุดหงิดเป็นพิเศษ แล้วก็ใจสั่น ไม่รู้สินะ ใครเขาจะคิดยังไง แต่ เหตุผลที่เรา
ปักใจว่า มันถูก มันก็ถูก ในสิ่งที่เรายกมือค้านพี่ หรือ ทำอะไร เรามีเหตุผล ส่วนตัวเราจริงๆ
แล้วก็รับรู้ถึงผลเสียที่ทำลงไปด้วย ยอมรับผลเสียทุกอย่าง
ที่เกิดขึ้นจากการกระทำแต่ละอย่างของเรา เราไม่ใช่ไม่เคารพ แต่ ... เฮ้อ
เอางี้ ถ้าถามว่าเรากลัวการว๊ากมั้ย ตอบได้เลยว่า ไม่ ... ทำไมน่ะหรอ
ก็ลองมาเจอว๊ากที่บ้านเราสิ แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง ก่อนที่เราจะเริ่มเชื่อคนอื่น
เราขอก่อน เราขอเชื่อพ่อ เชื่อแม่แบบ ไม่มีที่ติก่อน นี่แหละเหตุผลของเรา
คำสอนของพี่ทุกอย่างที่ สอน ที่ว๊ากมา เรารับรู้มากจากพ่อหมดแล้ว แล้วก็ กำลังปฎิบัติ
ไม่รู้สินะ จากการที่เรารับรู้อะไรบางอย่างมาจากพี่ของตัวเองเรื่องที่รับรู้มาโดยตรง
มันทำให้เราคิดว่า แล้วเราจะเชื่อเค้าได้หรอ ..
ยิ่งพูดไปยิ่ง งง รู้สึกยากคุยกับใครบางคนตัวต่อตัวจัง เล่าเรื่องทุกอย่างที่มีลงไป
มีเรื่องบางเรื่องที่อยากแก้ตัว จะมีโอกาศมั้ย
-------------- งง ---------ตัวเอง-----------จบ
อยากจะบอกว่า เรื่องดูดนิ้วอะ ปัจจุบันกลางคืนยังดูดอยุ่นะ
เคยดูเกี่ยวกับเด็กอมมือเค้าบอกว่า มันทำให้เด็กอารมณ์ดีสุดๆ
คือตอนกลางคืนไม่ได้ดูดเองนะ แต่ตื่นมานิ้วก็อยู่ที่ปากแล้ว
ยังไงดีล่ะ มันเป็นความต้องการลึกๆ ของจิตใจอะ ให้เลิกขาดเป็นไปไม่ได้หรอก
เพราะ ความสุขที่ผู้สร้างมอบให้นั้นมันติดมาแต่เกิดน่ะสิ การเงียบ ก็คือ การสงบสติ
สงบอารมณ์ที่ดีสุดของเราตอนนี้นั่นเอง
มนุษย์เราอะนะ มีแตกต่างกันไปเยอะแยะ รู้มั้ย ที่เรานั่งเงียบๆอยู่นั่นน่ะ อารมณ์ไหน
เราไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ที่แสดงออกไปปัจจุบันใช่เราจริงๆมั้ย
แล้วก็ ภายในร่างกายมนุษย์ถึงภายในจะเหมือนกันขนาดไหนแต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือ
สิ่งที่รับมาจาก บรรพบุรุษไง จะบอกว่าที่เจ็บๆปวดเนี่ย ได้มาจาก ปู่ย่าทั้งนั้นแหละ
เค้าบอกว่าที่ปวดไหล่เพราะเครียด แต่ เป็นมาแต่เด็กจะเครียดได้ไง
พ่อบอกว่า มึงก็เหมือนแม่น่ะแหละ โรคประสาทไง เลยทำให้ปวด
ปวดขา ปวดกระดูก โรค เก้าท์จากปู่มั้ง ไม่รู้สินะ
ญาติที่ตายๆไปส่วนใหญ่ตายด้วยโรคเดียวกัน ชั้นก็คงจะเป็น 1 ในนั้นที่จะรับมา
----------- เฮ้อ-----------
ด้านไหนนะ คือตัวจริงของเรา ด้านไหนนะ คือด้านที่เราสร้างขึ้นมา
--แต่อยากบอกทุกคนว่า ถ้าเห็นเรานั่งเงียบๆไม่ต้องกลัวเราหรอก 555
เราจะไม่โมโหถ้าไม่มีใครมาทำอะไรเราก่อน แล้วก็คิดว่าอารมณ์เก่าๆไม่ออกมาได้ง่ายๆแน่
เพราะ เราเปลี่ยนไปแล้ว(หรือเปล่า)

...อ่าเรื่องวันนั้นไม่โกรธหรอกสบายใจได้
คือพี่เข้าใจอารมณ์น่ะว่าเมหงุดหงิด 55+
โอ๊ยเรื่องนี้ถามใหม่ได้พี่โกรธคนยากกก
แต่ถ้าโกรธใครนะ แค้นฝังหุ่นเลย 55+
จะพูดไงดีล่ะ เรื่องเหยียบซ้ำน่ะ ไม่
อยากพูดเท่าไหร่จะบอกว่าแก้ตัวออกรับ
แทนกันก็ได้ อันนี้แล้วแต่เม คิดนะ
พูดถึงการว๊ากก็แบบนี้ล่ะ สังเกตุ มีว๊าก
ไหนที่คนทำงานไม่โดนด่า - -* ไม่ คำ
ตอบคือไม่มี เพราะมันเป็นการกดดันคน
ที่ไม่ทำงานไง แต่ พูดก็พูด พี่ไม่ชอบหรอก
เมอาจจะบอกว่าไม่ชอบแล้วทำไมไม่พูด
พูดแล้วว่าให้ไอคมหยุด แต่มันอาจเป็น
การกระซิบ แล้วมันก็พล่ามต่อไป คือมันอ่ะ
อยากกดดันคนไม่ทำงาน แต่คนไม่ทำก็
เฉย - -* เลยนะ ....
เพราะว่าพี่ทำพี่ก็โดนด่าไง โอ๊ยสาระพัด
อยู่ประสานมิตรนี่ เต็มไปด้วยอ.
แต่ยังว๊ากได้คิดดูเถอะ ไม่อยากบอกว่า
เรื่องนี้จะต้องทำยังไง มันเฮ้อ...ไม่มีว๊าก
ก็ไม่ได้ เพราะยังไงพี่ก็ไม่อยู่ในฐานะที่
มีอำนาจเท่าไหร่ - -* ส่วนเรื่อง ที่พี่โบว์พูดดักไว้
บางคนไม่สบายจริงอันนี้รู้ แต่รุ่นพี่ๆ ปี 3 ปี 4
เขาเคยเจอแบบแกล้งป่วยการเมือง เลย
พูดดักๆ ไว้กะปี 2 ปี 2 เลยมาพูดอีกที
55+บังเอิญว่าพี่เป็นหอบ ก็เลยไม่สบาย
เกือบทุกรอบเหมือนกันแบบนี้ล่ะ จะมีพี่เห็นใจบอก
ไม่ไหวออกมานะ กับพี่ว๊ากบังคับเข้าใหม่
มีตอนหนึ่งพี่ร้องไห้เลยล่ะ เพราะมันเจ็บ
หัวใจมาก แต่ยังบังคิบให้เข้าไปสก็อตจัมพ์
*0* แต่นะ การที่เข้ามายืนในฐานะปี
2 ถือได้รู้ว่าบางทีเขาก็ไม่ด้เต็มใจจะทำ
พี่ว๊ากเขายอมให้น้องเกลียดนะ
แล้วแต่เม จะคิดว่าพี่ แก้ตัวแทนเพื่อนก็ได้
แต่ประเด็นคือ เรื่องวันนั้น ไม่ได้โกรธ
อะไรจริงๆ สบายใจได้ ^^
#1 By **ตะเกียงสีเงิน** (58.8.191.204) on 2007-08-06 16:54